27
JUL
2026

น้ำคังเก้น กับผู้ป่วยโรคไต — ประสบการณ์คุณประมวล

ชายไทยสูงวัยยิ้มแฮปปี้ รดน้ำต้นไม้ในสวนอย่างแข็งแรง ประกอบบทความรีวิวผู้ป่วยโรคไตดีขึ้นหลังดื่มน้ำคังเก้น

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ของคุณประมวล พูนมาศ (อ๊อด) เกี่ยวกับพี่ชายที่มีภาวะไตหลังผ่าตัดไตข้างหนึ่ง

ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ตรงนะคะ พี่ชายอ๊อดตัดไต 1 ข้างเนื่องจากเป็นนิ่วในไต ตอนอายุประมาณ 65 ปี หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี คุณหมอที่ดูแลบอกว่าค่าไตไม่ค่อยดี อาจต้องฟอกไต พอดีคุณชำนาญแนะนำให้พี่ชายลองใช้เครื่อง Kangen Water พี่ชายก็เลยขอลองดื่มน้ำคังเก้น เริ่มดื่มทีละน้อยๆ จนดื่มได้ 2.5 ลิตรต่อวัน ดื่มติดต่อกัน 1 เดือน ไปพบหมอตามนัด ผลตรวจออกมาค่าไตดีขึ้นมาก

คุณหมอบอกให้ทานยาต่อและแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ (โดยที่หมอไม่รู้ว่าพี่ชายดื่มน้ำคังเก้นอยู่) พี่ชายก็ดื่มน้ำคังเก้นทุกวันไม่ต่ำกว่า 2.5 ลิตร พอครบเดือนไปตรวจอีกครั้งผลไตดีขึ้นจนคุณหมอบอกว่าไม่ต้องฟอกไตแล้ว คุณหมอถามว่าไปทำอะไรมา พี่ชายเลยเล่าว่าดื่มน้ำด่างจากเครื่องของญี่ปุ่น คุณหมอสนใจถามรายละเอียดและให้ดื่มต่อไป ปัจจุบันพี่ชายอายุ 72 ปีแล้ว ยังแข็งแรงดีค่ะ

พี่ชายเคยเล่าให้ฟังว่าตอนเป็นโรคไต ปัสสาวะข้นและมีกลิ่นฉุนมาก หลังจากดื่มน้ำคังเก้นติดต่อกันประมาณ 2 อาทิตย์ ปัสสาวะใสขึ้นและกลิ่นฉุนก็ลดลง ไม่เคยปัสสาวะขัดอีกเลย

คุณประมวล พูนมาศ (อ๊อด)

น้ำกับโรคไต: สิ่งที่งานวิจัยบอกไว้ (และสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน)

เช่นเดียวกับกรณีผู้ป่วยไตรายอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำที่ดื่มกับการทำงานของไตมีความซับซ้อน งานวิจัยคอฮอร์ตขนาดใหญ่ (CKD-REIN) ชี้ว่าความสัมพันธ์นี้เป็นรูปตัว U ไม่ใช่ “ยิ่งดื่มมากยิ่งดี” เสมอไป ค่าการทำงานของไต (เช่น creatinine, eGFR) ที่ดีขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง การควบคุมอาหาร และการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอกับแพทย์

สิ่งที่ควรรู้ก่อนสรุปว่าน้ำคือสาเหตุ

ข้อควรระวังที่สำคัญ: การปรับปริมาณน้ำดื่มในผู้ป่วยไตต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยไตบางระยะจำเป็นต้องจำกัดน้ำ ไม่ควรหยุดหรือลดยาที่แพทย์สั่งด้วยตนเองไม่ว่าผลตรวจจะดีขึ้นเพียงใด และควรพบแพทย์โรคไตตามนัดอย่างต่อเนื่อง

แหล่งอ้างอิงงานวิจัย

อ่านเพิ่มเติม

หมายเหตุ: เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่ลูกค้าเล่าให้ Kangen Center ฟัง และยินยอมให้เผยแพร่ ผลลัพธ์ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายและการดูแลสุขภาพโดยรวม ควรปรึกษาแพทย์ควบคู่กันเสมอ

About the Author